Friday, March 27, 2009

5 ข้อคิด พิชิตงานในฝัน

Friday, March 27, 2009
คนเราทุกคนเกิดมามีความฝันติดตัว ซึ่งเป็นสัญชาตญาณในการเป็นมนุษย์ ที่ไม่หยุดยั้งในการพัฒนาตัวเอง เรื่องงานในฝันนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทุกคนมี เมื่อเริ่มมีความคิดทุกคนก็จะ เริ่มคิดว่าในอนาคตตัวเองอยากทำงานอะไร อยากมีตำแหน่ง อยากเป็นที่ยอมรับในสังคมโดยผ่านหน้าที่การงาน และอยากมีรายได้มาก ปานกลาง หรือ พอเพียง จากงานที่ตนเองทำ ตลอดจนคิดถึงว่าจะมีสถานภาพเป็นอย่างไรหลังเกษียณอายุ ก่อนที่เราจะทำความฝันดังกล่าวให้เป็นจริง jobthai-thaijob มี 5 วิธี ที่จะช่วยให้พิชิตงานในฝันได้ เป็นข้อคิดดีดี ที่อาจจะช่วยหลายๆท่านในยามนี้ได้
รู้จักตัวเอง

1. รู้จักตัวเอง
การรู้จักตัวเองคือ การประเมินตัวเอง เพื่อสำรวจความสนใจของตัวคุณเอง ความสามารถของคุณ เพื่อที่จะค้นหาว่า คุณชอบทำงานแบบไหน เช่นการสำรวจดูสมุดการบ้านเก่าๆ รายงาน เก่าๆ หรือบันทึกเก่าๆที่คุณเก็บไว้ มาดูว่าคุณได้คะแนนวิชาใหนมากที่สุด หรือพยายามคิดดูว่า งานชิ้นใหนที่คุณทำที่ผ่านมาคุณทำแล้วมีความสุขที่สุด เช่นบางคนอาจจะ พบว่า วิชา ภาอังกฤษ เป็นวิชาที่คุณทำคะแนนได้ดีที่สุด นั่นก็แสดงว่าคุณอาจจะถนัดงานทางด้านที่ต้องใช้ภาษาในการสื่อสาร เช่นงาน ติดต่อต่างประเทศ งานล่าม งานแปล interpreter เป็นผู้ประสานงานกับชาวต่างชาติ เป็นต้น หรือถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขมากที่ได้นำเสนอ ชอบออกความคิดเห็น นั่นอาจเป็นตัวชี้บ่งว่าคุณควรจะทำงาน marketing งาน customer service(บริการลูกค้า หรือลูกค้าสัมพันธ์) งาน เซลล์ (sell) เป็นต้น
ไม่มีประสบการณ์ ?

2. ไม่มีประสบการณ์ ?
การกลัวว่าจะไม่ได้งานเนื่องจากไม่มีประสบการณ์ เป็นสิ่งที่ นิสิตนักศึกษาจบใหม่มักกลัว และเกรงว่าจะไม่มีใครรับเข้าทำงานเพราะยังไม่มีประสบการณ์การทำงาน ที่จริงเป็นความกลัวที่เราสร้างขึ้นมาเอง ลองคิดดูสิว่า ถ้าทุกบริษัทต้องการแต่คนที่มีประสบการณ์ในการทำงานแล้ว เราจะมีระบบการศึกษาขึ้นมาทำไม เราจะเรียนรู้เพื่อประกอบวิชาชีพกันทำไม จริงอยู่ที่เกือบทุกบริษัทมักจะระบุในใบประกาศรับสมัครงานว่า ต้องการผู้มีประสบการณ์ในสายงาน ไม่ต่ำกว่า 3 ปี 5 ปี อะไรทำนองนี้ แต่แท้ที่จริงแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกบริษัทจะได้พนักงานตามที่คาดหวัง เพราะคนที่มีประสบการณ์มากๆก็ย่อมมีข้อต่อรองมาก เงื่อนไขมาก เช่น ต้องการเงินเดือนสูง สวัสดิการดี โบนัสขั้นต่ำ 6 เดือน 8 เดือน เป็นต้น หากบริษัทพิจารณาแล้วว่ารับคนๆนี้เข้ามาทำงานให้แล้วคุ้มเพราะความสามารถเยอะก็ไม่มีปัญหา แต่ เมื่อไดที่บริษัทมีตัวเลือกเป็นนักศึกษาจบใหม่ พิจารณาจากเกรด คะแนนที่ตรงตามกำหนด เขียน เรซูเม่ (resume) เพื่อนำเสนอตัวเองได้ดี ตอบคำถามตอนสอบสัมภาษณ์ได้อย่างมั่นใจ แถมยังไม่มีเงื่อนใขในการต่อรอง เขาให้เงินเดือนขั้นต่ำเท่าไหร่ก็รับได้หมด อย่างนี้คุณคิดว่า ทางฝ่ายบุคคลของบริษัทนั้นจะพิจารณารับใคร?
ในการเขียนเรซูเม่นั้น แม้ว่าคุณจะไม่มีประสบการณ์การทำงานแต่คุณสามารถระบุได้ว่า คุณมีทักษะและความสามารถอะไรบ้างที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับงานในตำแหน่งหน้าที่ที่คุณสมัคร และหากคุณได้งานนี้คุณจะใช้ทักษะและความสามารถต่างๆ ของคุณทำอะไรให้กับบริษัทได้บ้าง เช่น คุณมีความรู้ในเรื่องการบริหารจัดการโครงการ มีทักษะในการสื่อสาร และปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า มีความรู้ทางด้านไอที รวมทั้งความสามารถด้านการขาย สิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คุณโดดเด่นกว่าผู้สมัครคนอื่นๆ ที่เป็นนักศึกษาจบใหม่เหมือนๆ กัน และอาจเอาชนะคนที่มีประสบการณ์ได้เหมือนกัน
ลงมือทำ

3. ลงมือทำ
ถ้าคุณรู้สึกชอบหรือสนใจในสิ่งใดๆ ก็ตาม วิธีเดียวที่จะค้นพบว่า นั่นใช่สิ่งที่คุณต้องการจริงๆ หรือไม่ คือการลงมือทำ พิสูจน์มันด้วยตัวคุณเอง เพื่อเรียนรู้ว่าคุณมีความสุขที่ได้ทำสิ่งเหล่านั้นมากน้อยเพียงใด เช่น ลองทำสิ่งนั้นเป็นงานพิเศษนอกเวลางานของคุณ หรือไม่ก็ลงทะเบียนเรียนเพิ่มเติมในวันหยุด ซึ่งอาจจะเป็นหลักสูตรสั้นๆ ก็ได้ การทำเช่นนี้เหมือนกับการที่คุณลองก้าวเท้าเข้าไปข้างหนึ่งเพื่อหยั่งเชิงดูก่อน หากใช่ก็ก้าวเท้าอีกข้างตามไป แต่หากไม่ใช่ก็เพียงชักเท้ากลับมาเท่านั้นเอง เหนือสิ่งอื่นใด คุณได้รู้จักตัวเองมากขึ้น และรู้จักงานในฝันเพิ่มขึ้นด้วย นี่สิที่สำคัญ

4. เคลื่อนที่ไปข้างหน้า
คนบางคนยอมทนอยู่กับงานที่ตัวเองไม่ชอบทั้งๆ ที่รู้สึกเบื่อหน่ายเต็มทน เพียงเพราะรู้สึกว่าการอยู่เฉยๆ จะทำให้เขาปลอดภัย จริงอยู่การอยู่นิ่งๆ ย่อมไม่ต้องกังวลกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แต่มันก็ทำให้คุณล้าหลัง ในขณะที่คนอื่นก้าวไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา อย่าชะล่าใจเชียวนะ เพราะศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดคือความเฉี่อยชา ถ้าคุณอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรเลย คุณก็จะไม่มีทางเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ เช่นเดียวกับการพิชิตงานในฝัน คนที่พยายามเคลื่อนไปข้างหน้า เขาจะค่อยๆ เข้าใกล้เป้าหมายทีละน้อย ส่วนคนที่ไม่ทำอะไรเลย ก็จะไม่มีวันไปถึงฝั่งฝันนั้นได้
จำไว้ว่าการที่คุณหยุดไม่ได้หมายความเพียงแค่ว่าคุณอยู่กับที่แต่มันเป็นการถอยหลังต่างหากในเมื่อคนอื่นๆเขากำลังก้าวไปข้างหน้า

5. เริ่มต้นให้ไว
นักศึกษาส่วนใหญ่จะจบการศึกษาปริญญาตรีเมื่ออายุประมาณ 22 ปี นั่นเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมในการค้นหาตัวเอง คุณควรจะพยายามค้นหาตัวเองให้เจอในช่วงเวลานี้ให้ได้ก่อนที่จะเกินวัยไปกว่านี้ เริ่มแรกลองทำงานที่คิดว่าคุณถนัดที่สุดดู ตามกฏการรู้จักตัวเองในข้อแรก แต่ถ้าหากคุณพบว่าจริงๆแล้วคุณได้ไม่ถนัดทางนี้เลย ก็อย่าได้ลังเลในการเปลี่ยนงาน ตัดสินใจมั่นใจในการเปลี่ยนงานใหม่ที่คุณถนัดกว่าทันที่ในช่วงที่อายุยังน้อยๆ อย่ามัวแต่ลังเลแล้วสุดท้ายเมื่ออายุคุณเลยวัยที่จะไปเริ่มต้นทำงานใหม่แล้ว คุณอาจะต้องทนทุกขืกับงานที่ไม่ชอบไปตลอดชีวิต

อย่างไรก็ตามข้อคิดอย่างหนึ่งที่มนุษย์เงินเดือนหรือผู้ที่คิดอยากจะเป็นมนุษย์เงินเดือน พึงระลึกไว้ก็คืองานที่คุณคาดหวังอาจไม่ได้เป็นไปตามที่วาดฝันไว้ทีเดียว ธรรมชาติของการทำงานคืออาจจะต้องมีปัญหาบ้าง บางครั้งก็ราบรื่นบางครั้งก็ติดขัดขัดแย้ง เป็นเพราะหลายเหตุหลายปัจจัยเช่นเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกค้า ลูกน้อง มีส่วนเกี่ยวข้องหมด ถ้าคุณเข้าใจเสียว่าที่เขาจ้างมาทำงานก็เพราะว่างานก็เพราะเขาต้องการให้เราแก้ปัญหาให้ เท่าที่คุณก็จะยอมรับกับธรรมชาติของงานได้ พึงระลึกว่าไม่มีงานใหนที่ไม่มีปัญหา แต่จะมีมากหรือน้อยเท่านั้น ถ้าหากคุณมั่นใจว่านี่คืองานที่คุณถนัดคุณรัก ตั้งแต่พิจารณาตามข้อแรกคุณก็จะมีพลังที่จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปได้แน่นอน ขอเป็นกำลังให้ทุกคน

0 comments: